วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

งาม


ภูหลวง(พระคุณเจ้าพระไพศาล วิศาโล)


เสน่ห์ของภูหลวง
จุ
ดสุดยอดของภูหลวงเมื่อแรกเห็นนั้น ผิดกับที่วาดภาพเอาไว้มาก แทนที่จะเป็นป่าทึบและเต็มด้วยไม้ใหญ่ เบื้องหน้าเราคือป่าแคระหรือป่าไม้พุ่ม ไม้ส่วนใหญ่ลำต้นเตี้ยและเล็ก กลางวันจึงรับแดดเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ต้องเจอกับลมที่ปะทะแรง เคยนึกเอาอย่างคนไม่รู้ว่า "ราชินี" แห่งป่าอนุรักษ์ของไทยจะตระการตาและยิ่งใหญ่ด้วยทิวทัศน์ ยิ่งกว่าภูกระดึงหรือเขาใหญ่ ไม่นึกว่าจุดที่ถือกันว่างดงามด้วยไม้พันธุ์งามนั้นกลับดูพื้น ๆ และออกจะแห้งแล้งด้วยซ้ำ
ที่จริงป่าทึบ ป่าสน และไม้ใหญ่ก็มีอยู่ไม่น้อยทั่วภูหลวง แต่บริเวณที่ลือชื่อที่สุดในด้านไม้ดอก โดยเฉพาะกล้วยไม้ กลับเป็นป่าแคระ ซึ่งมีดินคุณภาพต่ำเอามาก ๆ ระบบนิเวศบริเวณนั้นเปราะบางอย่างยิ่ง ดังนั้นน้อยคนที่จะได้รับอนุญาตให้มาเที่ยวชม นอกจากพระตำหนักของสมเด็จพระราชินีแล้ว ก็มีอาคารไม่กี่หลัง (ซึ่งรวมไปถึงสถานีถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์) อยู่ในบริเวณนั้น
แต่จะว่าไป เป็นเพราะดินที่เลวและสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวยนี้เอง เสน่ห์แห่งภูหลวง จึงเปล่งประกายให้เราได้ชื่นชม ถ้าภูหลวงมีดินดีอุดมด้วยน้ำ ไหนเลยจะมีกล้วยไม้นานาพรรณอยู่ทั่วผืนป่า รองเท้านารี สิงโตกลอกตา เอื้องครั่งแสด และกล้วยไม้อีกกว่า ๒๐๐ ชนิด ช่วยกันแต่งแต้มภูหลวงให้งดงามอย่างหาที่ใดมาเปรียบเทียบได้ยาก
ความงามนั้นมักจะมาควบคู่กับการถือตัวและกรีดกราย แต่ความงามของภูหลวงนั้นกลับให้ความรู้สึกที่ตรงกันข้าม และนี้คือเสน่ห์อันสำคัญของภูหลวง ที่อยู่เบื้องหลังความงามของกล้วยไม้ทั้งหลาย บริเวณที่ถือกันว่างามที่สุดของภูหลวงนั้น ดูสงบเสงี่ยมและอ่อนน้อมถ่อมตนย่างยิ่ง ไร้ซึ่งความยิ่งใหญ่ด้วยประการทั้งปวง จนนึกไม่ถึงเอาเลยเมื่อแรกเห็น
อันที่จริงแล้ว "ความสงบเสงี่ยมและอ่อนน้อมถ่อมตน" คือเอกลักษณ์สำคัญยิ่งของภูหลวงเลยทีเดียว บรรดาชีวิตต่าง ๆ ที่นำความงดงามและกิตติศัพท์มาสู่ภูลูกนี้ล้วนเบาบางอย่างยิ่งในเรื่องความถือตัวถือตน สาเหตุสำคัญก็เพราะ ภูหลวงไม่มีที่ว่างมากนัก สำหรับการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ และความเห็นแก่ตัว ดินที่เลวและน้ำซึ่งมีน้อยทำให้ต้นไม้ที่สูงใหญ่วางอำนาจไม่อาจอยู่ได้ ไม้ใดจะอยู่ภูหลวงได้ต้องทำตัวให้เล็กลงและอยู่อย่างสมถะ กล้วยไม้หลายชนิดไม่ลังเลใจเลยที่จะลดขนาดของตัวเองจนกลายเป็นกล้วยไม้จิ๋ว น้ำค้างเพียงหนึ่งหยดหรือแค่ละอองหมอกในอากาศ ก็ช่วยให้เขาเหล่านั้นอยู่ได้อย่างสบาย
ความแห้งแล้งอีกเช่นกัน ที่ทำให้ชีวิตทั้งหลายไม่อาจอยู่อย่างตัวใครตัวมัน หรือเที่ยวเบียดเบียนกันได้ หากแต่จำต้องโน้มตัวเข้าหากันเพื่อช่วยเหลือกัน เพราะถ้าต่างคนต่างอยู่ก็ต้องสูญพันธุ์กันไปหมด พยานแห่งความร่วมมือกันจะแสดงให้เราประจักษ์แทบทุกตารางนิ้ว ถ้านึกไม่ออกก็ขอให้มองที่ไลเคน ไลเคนเป็นตัวอย่างความร่วมมือกันระหว่างสาหร่าย (หรือตะไคร่) กับรา ฝ่ายแรกนั้นสามารถสังเคราะห์แสงได้ ส่วนฝ่ายหลังก็ดูดสารอาหารและความชื้นได้ เมื่อรวมกันเป็นไลเคนแล้ว ก็ยังไปร่วมมือและช่วยเหลือชีวิตอื่นอีกต่อไปอีก เช่น เหง้าน้ำทิพย์ ซึ่งอาศัยไลเคนที่ชื่อว่า "ฟองหิน" เอื้อเฟื้ออยู่ที่โคนต้น
คนที่ตัวตนใหญ่โตนั้นไม่คิดที่จะปรับตัว หากเรียกร้องให้คนอื่นปรับเข้าหาตนมากกว่า แต่นั่นไม่ใช่นิสัยของพันธุ์ไม้ส่วนใหญ่ที่นั่น ขณะที่ก๊อกมองพร้อมจะขึ้นไปอยู่บนต้นไม้อื่น เหง้าน้ำทิพย์ก็ไม่ปฏิเสธที่จะขึ้นบนหิน แม้จะแข็งกระด้างเพียงใด ขอให้มีรอยแตกเล็ก ๆ เท่านั้น เหง้าน้ำทิพย์ก็พร้อมจะยื่นรากเข้าไปแทรกและขออาศัยอยู่ จากนั้นก็ค่อย ๆ เก็บสะสมเศษใบไม้ใบหญ้าแล้วแปรให้เป็นดินรอบโคนต้นเพื่อเก็บความชื้น โดยมีฟองหินช่วยอีกแรงหนึ่ง
คงมีไม่กี่แห่งนักที่เราจะได้เห็นความงดงามเยื่ยงราชินีควบคู่กับสมถะอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ที่ภูหลวงคุณค่าทั้งสองมีให้เห็นได้ไม่ยาก แต่จะมีสักกี่คนที่มองทะลุความงดงาม จนเห็นความสงบเสงี่ยมของบรรดากล้วยไม้พันธุ์ไม้ที่นั่น ทั้ง ๆ ที่คุณค่าประการหลังนั้นคือเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของภูหลวง ถ้าผู้คนซึมซับรับเอาความสมถะของธรรมชาติที่นั่นไปบ้าง ชีวิตจะมีความสุขกว่าเดิม อีกทั้งโลกก็จะน่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วย
น่าเสียดายที่เรามักไปเที่ยวภูหลวงด้วยความถือตัวถือตนอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่จะชื่นชมความงามของกล้วยไม้เท่านั้น หากยังคิดเก็บความงามเหล่านั้นมาเป็นของตัวอย่างเดียว
จะต้องมีภูหลวงอีกกี่แห่ง ขึ้นภูหลวงอีกกี่เที่ยว เราถึงจะซาบซึ้งกับความอ่อนน้อมถ่อมตน และถือเอาภูหลวงเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ แทนที่จะรุมทึ้งรุมทำร้ายเพื่อสนองตัวตนอันพองโตอย่างไม่รู้จักจบสิ้น.

หินเจียร์ตาโบ๋ว

หินเจียร์ตาโบ๋ว

ค่าจ้าง


เจ้านายถามอัตราค่าจ้างอีกแล้ว ทั้งๆที่เคยถามก่อนหน้านี้ตั้งหลายที

ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 จะครบปีแล้ว ลืมผมได้อย่างไร

ปรัชญาชีวิตในวิถีของ โจน จันได(จากเวบบ้านดิน)


(บทความนี้นำมาจากเวบบ้านดิน) นักปราชญ์ที่มีแนวคิดในการดำรงค์ชีวิตอย่างมีความสุขและเรียบง่าย จนได้รับการขนานนามจากรายการเจาะใจ ว่า "คนจนผู้ยิ่งใหญ่"กับปรัชญาชีวิตในวิถีของ โจน จันได"ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เราทำให้มันยากเอง และอันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้คือ ใช้เวลาไม่มากนักในการหากิน มันเหลือกินแล้วแต่เราใช้เวลาเยอะมากในการหาเพื่อครอบครัว ฉะนั้นใช้ชีวิตให้ง่ายดีกว่า หลังจากนั้นมา ผมก็เชื่อในเรื่องชีวิตนี้มันง่ายมาตลอด ทำไมต้องทำให้มันยาก ก็เลยเปลี่ยนชีวิตผมมาตลอดเลย ไปอยู่บ้านผมยิ่งสบาย ผมพยายามที่จะพูดกับคน คนที่เย็บหมอนที่บ้านว่าทำหมอน หมอนพวกสามเหลี่ยม หมอนหนุน เย็บหมอนทั้งวันทั้งคืนเพื่อที่มีเงินไปซื้ออาหารจากตลาดมา วันเดียวหมดมื้อเดียว ผมบอกว่า ถ้าทำสวนเองเนี่ย อย่างผมเนี่ย ดูแลสวนแค่ 10-15 นาทีต่อวันเนี่ย ผมมีผัก มีมะละกอ มีอะไรให้ครอบครัว 5-6 คนอยู่ได้สบาย ทำงานแค่ 15 นาที ทำไมต้องไปนั่งทำงานตั้งวันละ 10 กว่าชั่วโมงนี่ มันก็ทำให้ผมเห็นว่าชีวิตมันง่าย แต่อธิบายให้คนเข้าใจไม่ได้""รอน้ำผักแค่วันละ 15 นาที แต่บางอาทิตย์อาจจะใช้เวลามากกว่าเป็นชั่วโมงก็มี บางครั้งก็อาจจะไปหาขี้วัว หาอะไรมาใส่ด้วย ซึ่งมันไม่บ่อยนักหรอกนะแค่ครั้ง สองครั้ง แต่ปกติแล้ว 15 นาที ถือถังตักน้ำแล้ก็เดินมารดผัก""ทำปุ๋ยหมักใช้เอง"เขาเริ่มทำบ้านดินหลังแรกจากความคิดผสมกับที่ได้เห็นภาพการทำบานดินในหนังสือของฝรั่งเมื่อสำเร็จหลังแรก ก็ทำหลังต่อๆมาให้กับชุมชนในหมู่บ้านจนกระทั่งมีชื่อเสียงได้รับเชิญเป็นวิทยากรแนะนำการสร้างบ้านดินเป็น work shop ที่มีสมาชิกเข้าร่วม มากมายในความเห็นของโจน"การทำบ้านดินไม่ใช่เป้าหมายหลัก ของการทำ Work Shop ที่เราทำอยู่ เป้าหมายหลักก็คือ หัดทำอะไรพึ่งตนเอง กลับมาสร้างศักยภาพให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับสัตว์ทั่วๆ ไป แต่เพราะทุกวันนี้มีศักยภาพของมนุษย์ต่ำกว่าสัตว์ทุกชนิดในโลกนี้ซะอีก เพราะเราขาดการรักษามรดกในการพึ่งตนเอง คนบางคนก่อไฟไม่เป็น ทำอาหารไม่เป็น นั่นหมายความว่าศักยภาพในชีวิตมันต่ำลง ฉะนั้นเราต้องกลับมาพึ่งตนเอง การทำบ้านดินเป็นส่วนหนึ่งของการพึ่งตนเอง อาหาร บ้าน ผ้า และยาเนี่ย ก็มาคุยเรื่องนี้แหล่ะ เพราะว่าชีวิตมันไม่มีความหมายหรอก ถ้าคนเราพึ่งตัวเองไม่ได้ เพราะว่าอิสรภาพมันก็สูญเสียไป ความภูมิใจในตัวเองก็ไม่มี คุณค่าของชีวิตเราก็มองไม่เห็น เพราะแค่ไม่ได้ใช้แรงงานทำงานเนี่ย ชีวิตก็เป็นเรื่องที่เลื่อนลอยไปแล้ว คนทำงานในเมืองเนี่ยไม่รู้ว่าชีวิตเพื่ออะไร หาเงินอย่างเดียว เพราะไม่มีเวลาว่าง การทำงานคือการมีเวลาว่าง มีเวลาว่างให้กับสมองของเรา ถ้าสมองมีเวลาว่างมันก็จะเห็น มันก็จะมีความเงียบ พอความเงียบเกิดขึ้นมันก็จะเห็นความงามได้ ถ้าเห็นความงามได้ ชีวิตก็มีความสุขได้ แต่ชีวิตทุกคนในเมืองไม่มีโอกาส เพราะมันยุ่งกับงานตลอด แต่เรื่องงานกลุ้มหนักๆ ตลอด แต่ถ้าทำงานหนักปุ๊บเนี่ย โลกจิตโลกความเครียดต่างๆ มันหายไป ปัญหาของความเครียดที่มีมากมายในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งจิตแพทย์เลย แค่กลับมาทำงานหนักเท่านั้นเอง หายหมด อันนี้เห็นชัดในหลายๆ กรณี เพราะคนที่มานี่เราก็คุยกัน หลายคนเขาเครียดมา มาเพราะเครียด เรื่องครอบครัว เรื่องงาน อยากหนีจากสิ่งเหล่านั้น ถึงได้มา แต่พอมาแล้วมันลืม อาการปวดหัวมันหายไป เป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง เพราะเราใช้ร่างกายไม่มีความสมดุลทำให้เกิดความผิดปกติ ฉะนั้นคนชั้นกลางที่มาร่วม Work Shop ถึงได้ถูกอกถูกใจกัน มักจะมีครั้งที่ 2 แทบทุกคนเลย เพราะว่าการทำงานเนี่ยมันน่าเบื่อ แต่ถ้าทำอะไรที่ไม่รู้สึกว่าเป็นงานมันสนุก อย่างทำบ้านดินไม่มีใครรู้สึกว่ามันเป็นงานเลย เรามาเล่นดินกัน"
(ในรูป
โจนกับลูกและภรรยาชาวอเมริกัน"เพ็กกี้" หญิงที่รักงานด้านเอ็นจีโอจากโคโลราโด ผู้เป็นลูกสาวคุณหมอและอาจารย์แห่งครอบครัวคนชั้นกลางที่มีอันจะกิน วันนี้เลือกที่จะมาลงหลักปักฐานกับหนุ่มโจน ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ )

งานระดับสูง

งานระดับสูง
ชีวิตไม่มีวันตกต่ำ(ตกงานไม่กลัวกลัวตกนั่งร้าน)

2530

2530
หนุ่มผมยาว

ยุคแสวงหา

ยุคแสวงหา
2536 หาอะไรไม่รู้

ตากล้อง

ตากล้อง
เป็นท่าที่ดูดีที่สุด